อาการปวดหัวจากยาแก้ปวดหัว???

โรคนี้พบบ่อยแค่ไหนและเป็นอย่างไร

ภาวะนี้เกิดขึ้นบ่อยในผู้ที่มีโรคปวดศีรษะเดิมอยู่แล้ว และมักแก้ปัญหาด้วยการทานยาแก้ปวดหัวเป็นประจำ บ่อยมากๆ เข้าก็ต้องการขนาดยาและความถี่การใช้ยาแก้ปวดหัวที่มากกว่าเดิม อาการปวดหัวที่พบบ่อยและจำเป็นต้องใช้ยาเช่น ปวดศีรษะไมเกรน ปวดศีรษะจากความตึงเครียด มีการสำรวจโรคนี้ทั่วโลกพบได้ประมาณร้อยละ 1 ในประชากรทั่วไปและการต้องเพิ่มยาแก้ปวดหัวปริมาณสูงขึ้นเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ต้องมาหาหมอเพื่อการรักษา จริงๆ แล้วทั้งแพทย์และผู้ป่วยเองควรระวังการใช้ยาแก้ปวดหัวอย่างใกล้ชิด หากจำเป็นต้องใช้ยาติดต่อกันเป็นเวลานาน

เกณฑ์ในการวินิจฉัยอาการปวดศีรษะจากยามีดังนี้
มักมีอาการปวดศีรษะมากกว่า 15 วันต่อเดือน โดยมักจะมีอาการหนึ่งในอาการต่อไปนี้คือ ปวดทั้งสองด้าน ปวดแบบกดตึงแน่นตลอดเวลา มีความรุนแรงน้อย-ปานกลาง

อาการปวดศีรษะดีขึ้น ภายใน 2 เดือน หลังหยุดยาแก้ปวดดังกล่าว

ใช้ยาแก้ปวดมากกว่า 10 วันต่อเดือน ติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน

อาการปวดศีรษะนี้เกิดขึ้นใหม่ หรือแย่ลงทั้งๆ ที่ได้รับยาแก้ปวดอยู่

ลักษณะของอาการปวดศีรษะจากยาแก้ปวด
– ปวดศีรษะทุกวันหรือเกือบทุกวัน
– อาการปวดจะเปลี่ยนไปตลอด ทั้งในแง่ความรุนแรง ตำแหน่งหรือลักษณะอาการปวด
– มักมีอาการ “ถอนยา” เมื่อหยุดยาแก้ปวดโดยทันที
– มักมีความอดทนต่ออาการปวดต่ำ จึงใช้ยาบ่อย จากนั้นอาการปวดศีรษะจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ
– อาจพบอาการอื่นๆ ร่วมได้ เช่น เหนื่อยเพลีย คลื่นไส้ ท้องไส้ปั่นป่วน หงุดหงิด กระวนกระวาย
ซึมเศร้า ความจำไม่ดี ไม่มีสมาธิฯลฯ

ยาแก้ปวดหัวทุกชนิดสามารถก่อให้เกิดโรคนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นยาแก้ปวดหัวธรรมดา (เช่น พาราเซตามอล หรือแอสไพริน) ยาแก้ปวดหัวผสมกับยาอื่น หรือยาแก้ปวดหัวไมเกรน (เช่น Ergotamine, Sumatriptan) บางคนอาจใช้ยาแก้ปวดมากกว่า 1 ชนิดร่วมกัน หรือใช้ยาอื่นเสริม เช่น ยาคลายกล้ามเนื้อ ยานอนหลับ ยาคลายกังวล ฯลฯ ที่ทำให้อาจเกิดอาการอื่นๆ เพิ่มได้อีก หากหยุดยาทันที หลังจากที่แพทย์วินิจฉัยภาวะนี้ได้ แพทย์จะพิจารณาถึงแนวทางการรักษาภาวะนี้ และโรคปวดหัวเดิมต่อไป

ถ้าเป็นโรคนี้ จะมีแนวทางการรักษาอย่างไร

นอกจากการรักษาด้านยาแล้ว การรักษาโดยการไม่ใช้ยา ก็มีความสำคัญเช่นกัน ผู้ที่มีอาการปวดหัวได้ง่าย ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภท หมัก ดอง สุรา ช็อกโกแลต หรืออาหารอื่นที่ตนเองแพ้ ควรนอนหลับพักผ่อนให้พอเพียง หลับและตื่นให้ตรงเวลาทุกวัน ออกกำลังกายเบาๆ เพื่อผ่อนคลายสมองและกล้ามเนื้อ หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีผู้คนหนาแน่น อากาศเปลี่ยนแปลงหรือมีแดดจ้า

สิ่งสำคัญที่สุดในการรักษา คือความร่วมมือระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย เนื่องจากการรักษาที่ได้ผลดีที่สุดคือการหยุดยาแก้ปวดหัวที่ใช้ จากนั้นจึงปรับแนวทางการรักษาโรคปวดหัวเดิมที่เป็นสาเหตุ โดยการให้ยาป้องกันอาการปวดศีรษะ เปลี่ยนยาที่ใช้แก้ปวดหัวให้เหมาะสม และปฏิบัติตัวเพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นอาการปวดหัวซ้ำ

ในช่วงแรกที่หยุดยาทันทีนั้น แพทย์จะให้ยาแก้ปวดชนิดอื่นที่ออกฤทธิ์ยาว เพื่อบรรเทาชั่วคราวร่วมกับยารักษาตามอาการ ในกรณีที่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนมาก อาจต้องนอนโรงพยาบาลช่วงสั้นๆ เพื่อให้น้ำเกลือและยาฉีดแก้ปวดถ้าจำเป็น อาจมีอาการปวดกำเริบขึ้นได้ในช่วงนี้ แต่โดยทั่วไปจะไม่รุนแรงกว่าการปวดเดิมนักและปวดไม่เกิน 1 สัปดาห์ จากนั้นแพทย์จะให้ยาที่เหมาะสม เพื่อป้องกันอาการปวดไมเกรนในระยะยาว ยาป้องกันนี้มักไม่มีฤทธิ์แก้ปวดโดยตรง แต่จะปรับสารเคมีสื่อประสาทในสมองให้อาการปวดห่างออก ไม่รุนแรงนัก และตอบสนองต่อยาแก้ปวดได้ดีขึ้นในอนาคต

 

เรื่องนี้ถูกเขียนใน Uncategorized และติดป้ายกำกับ , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s